Dr. Santi Kulprathipanja
Director, Regional Research and Development
Honeywell UOP, Des Plaines, IL, USA

dr.Santi Kulprathipanja

   Dr. Santi Kulprathipanja has worked at Honeywell UOP since 1978. Santi has been recognized as a distinguished UOP inventor for being named on 115 U.S. Patents. His list of UOP innovations and contributions include
   (1) UOP adsorptive separation processes such as Parex, MX Sorbex, Molex, Olex, Sarex, MaxEne, MMP Sorbex, Cresol, and Ebex.
   (2) developing mixed matrix membranes, and
   (3) lecturing Refining and Petrochemical courses at PPC, Chulalongkorn University for over 20 years.
   He also gives lectures to students at leading universities in Southeast Asia countries (Vietnam, Singapore, Thailand, Indonesia, Myanmar, Malaysia and Philippines) as well as China and Egypt.
   Santi received the following awards:
   1) AIChE Clarence G. Gerhold in Separation (2012),
   2) Honeywell Distinguished Technology Award (2010),
   3) Distinguished Achievement Citation, Chulalongkorn University Alumni Association (2008),
   4) Distinguished Achievement Citation of the Iowa State University Alumni Association (2000).
   In addition, Santi also received in 2009 an honorary degree from Chulalongkorn University –one of Thailand's most prestigious universities- in recognition of his worldwide contributions to separation science, refining and petrochemical technologies.
   Santi is the editor and co-author of 2 books entitled “Zeolites in Industrial Separation and Catalysis” (2010) and "Reactive Separation Process" (2002). He is the author or co-author of many book chapters and over 80 peer-reviewed scientific articles.
   Santi received a PhD from Iowa State University in 1974 after obtaining a BS (1968) from Chulalongkorn University of Bangkok and an MS (1970) from Texas A&M University, Commerce. After obtaining his PhD, Santi spent three years as Research Associate at MIT and Harvard University.




คุณสุพจน์ ตันตยาคม
(เคมี จุฬาฯ รุ่นที่ 26)
อดีตผู้อำนวยการฝ่ายเคมี การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทย

Supot TANTAYAKOM Chemistry Chulalongkorn

   ผมได้รับเกียรติให้มาเขียนบรรยายบรรยากาศในสมัยเรียน ผมเข้าเรียนที่จุฬาฯ ปี พ.ศ. 2499 และเลือกเรียนวิชาเคมี เนื่องจากเป็นวิชาที่ผมเรียน ม.8 (มศ.5 ปัจจุบัน) ไม่ค่อยดีครูสอน ก็สวยและใจดี ตอนสอบไล่มีการสวนสนามทางอากาศก็เลยมองเครื่องบินคะแนนสอบจึงไม่ดี (สุนัขเห็นเครื่องบิน)
   การเรียนเคมีในยุคนั้น จะมีการฟังเล็กเชอร์รวมกันทั้งคณะบางทีก็มีคณะวิศวกรรมมารวมด้วย จึงแออัด และถ้ามาช้าหรือไม่มีใครจองที่นั่งก็จะต้องยืน เมื่อเรียนจบแล้วก็ถึงเวลาพักเที่ยง (อ้อ! สมัยก่อนเดิน เรียนไม่มีห้องพักให้นั่งจึงมีตู้ใส่เอกสารให้ใช้) แต่พวกเราต้องไปประชุมเชียร์ต่อโดยระหว่างเดินไปห้องเชียร์ ก็จะซื้ออาหารเดินไปกินไป บรรยากาศในห้องประชุมเชียร์ก็จะมีนิสิตรุ่นพี่มาแสดงวาจาข่มขู่น้องใหม่ เช่น ห้ามพับแขนเสื้อ ห้ามนั่งที่บันไดตึกซู และอีกสารพัด ซึ่งพอผมเป็นซีเนียร์ก็จะเตือนพวกว้ากเกอร์ว่าอย่าขู่เด็กมากนัก เมื่อถึง คราวรับน้องใหม่ พิธีต้อนรับน้องก็สนุกสำหรับรุ่นพี่มาก โดยเฉพาะพี่ที่เป็นสาวๆ เพราะได้แกล้งเด็กน้องใหม่ สำหรับรุ่นพี่ชายก็จะแอบคุยกับน้องใหม่สาวๆ เป็นดาวด้วย และจะมีพิธีลงโทษน้องใหม่หรือนิสิตที่ประพฤติ ไม่ดีตักเตือนแล้วไม่ดีขึ้นเราเรียก พิธีโยนน้ำ ก็คือนิสิตทั้งคณะจะไปยืนรอบๆ สระว่ายน้ำหน้าเสาธงแล้ว ร้องเพลงกัน ผู้ที่ถูกลงโทษก็จะเดินลงไปในสระน้ำแบบแค่ให้ละอายเล็กน้อย ซึ่งเพื่อนผมก็เคยโดนลงโทษวิธีนี้ ประเพณีอันนี้คงจะไม่มีแล้ว ความจริงดีมากทำให้นิสิตไม่กล้าทำผิดกันและร่วมกิจกรรมดีขึ้น
   การเรียนวิชาเคมีเฉพาะจะเริ่มปี 3 ปี 4 และปี 5 (เลิกไปแล้ว) หลักสูตรก็จะเพิ่มวิชาเคมีมากขึ้น มีชีวเคมี (Biochem) และเคมีฟิสิกัล (Physical Chem) พวกเราก็เริ่มเรียนแบบบูรณาการมากขึ้น และยังมี เคมีรังสี (Radiochem) นอกจากนั้นยังเรียนมนุษยวิทยาเกี่ยวกับพันธุกรรมของมนุษย์ พอปี 3 และปี 4 ก็จะเรียน ห้องเล็ก ประมาณ 30 คน ซึ่งช่วงปีที่ 3 และ 4 จะมีเพื่อนที่เรียนเพียงอนุปริญญา แล้วไปเรียนต่อที่ครุศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตแพทย์ และสัตวศาสตร์ บางนิสิตก็ไปเรียนแพทย์ตั้งแต่จบปี 2 รุ่นผมหรือรุ่น 2499 จึงมีเพื่อน มาชุมนุมกันเกือบ 200 คนและยังสนิทสนมเหมือนเดิม ปัจจุบันหัวหน้าทีมคือ คุณวิทิต เกษคุปต์ พบกัน 2 ครั้ง ใน 1 ปี เดือนกรกฎาคม วันที่ 21 และเดือนมกราคม วันพุธที่ 19 หรือ 26 พ.ศ. 2553 ขออนุญาตโฆษณาหน่อย
   อ้อ กิจกรรมของนิสิตจุฬาฯ ที่สำคัญมาก คือ การเชียร์ในฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ จะเดิน ขบวนจากจุฬาฯ ไปสนามศุภฯ และจบการแข่งขันจะเดินไปกินข้าวเย็นที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนงาน ก็จะแต่งชุดจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ นั่งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ตระเวนกรุงเทพฯ ก่อนในช่วงเช้า ช่วงบ่ายจึงเดินไป สนามศุภฯ
   รุ่นเคมี 26 จบเป็นดอกเตอร์ 3 คน เป็นอาจารย์บ้าง เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ 1 คน ทำงานราชการ และบริษัทรวม 12 คน ชาย 7 คน หญิง 5 คน ทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ในประเทศไทย อยู่ออสเตรีย 1 คน (สามีเป็น ชาวต่างชาติ) เรื่องเก่าเล่าถึงทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกเหมือนยังเรียนอยู่ สนุกกว่าทำงานมากมาย ปัจจุบันอายุ 73 ปี แล้ว ทำกิจกรรมชุมชนแทนกิจกรรมของคณะ และนี่คือเพื่อนร่วมรุ่นเคมีรุ่น 26 ของผม
ประกอบ นันทคำภิรา (ศรีเพ็ญ)    พอ. อารี สงวนสัตย์    ผศ.พรรณศรี สุพัฒน์    รท. ปรีชา กลิ่นสุทโธ    ผศ.พัฒนา เห็นแสงหงษ์    บวร วัฒนเสรี    ดร.วจี รามณรงค์ (คุณะเกษม)    ดร.วาณี ศัตรวาหา    สงวน ติยะสุวรรณ    รท. สารท สิริสิงห์    ผศ. ดร.สมพงษ์ จันทร์โพธิศรี    สุพจน์ ตันตยาคม




คุณกฤตน์ ชื่นเป็นนิจ
(เคมี จุฬาฯ รุ่นที่ 72)
จากสุดยอดแฟนพันธุ์แท้สู่ผู้บริหาร
สถานีน้ำมันเชลล์และติวเตอร์ชื่อดัง

Krit Chuenpennit Chemistry Chulalongkorn

   ความรู้สึกที่มีต่อภาควิชาเคมี ความรู้สึกที่มีต่อภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
   ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาสู่ภาควิชาเคมีในปีที่ 2 ของการเข้ามาเรียนในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ สิ่งหนึ่งที่ได้รับตั้งแต่วันแรกพบภาคก็คือ “ความอบอุ่น” และ “ความสนุกสนาน” เป็นกันเองที่รุ่นพี่ได้มอบให้ ทำให้จากที่ผมเป็นคนไม่ชอบการรับน้องการเจอกับผู้คนใหม่ๆ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของ ตัวเองรู้สึกว่าที่แห่งนี้มีเพื่อน พี่ และอาจารย์ที่เป็นมิตรและยินดียิ้มให้กับเราอยู่เสมอ ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้ผมอยากจะส่งต่อบรรยากาศดีๆ เหล่านี้ สู่น้องๆ รุ่นต่อๆ ไปอีกทอดหนึ่งและกลายเป็นแกนนำกิจกรรม คนหนึ่งของภาควิชาและของมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา ในช่วงที่เรียนปี 2-3 เป็นปีที่ทำแล็บเยอะมากๆ และ ได้ชื่อว่าเป็นปีที่เรียนหนักที่สุดของนิสิตภาควิชาเคมี ผมกลับรู้สึกว่าที่แห่งนี้ได้สั่งสอนเราหลายๆ อย่าง ช่วยฝึก ทักษะและความสามารถของเราให้อัพเกรดทั้งความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติ ผ่านคำถาม-คำตอบให้เราได้ ขบคิด กระบวนการสร้างจินตนาการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความรู้ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ อย่างแท้จริง อีกทั้งยังฝึกความอดทนการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการอธิบายนำเสนองานต่างๆ ก็ถือว่าเป็นที่ ที่ได้สร้างความเป็นนักวิทยาศาสตร์สมกับชื่อคณะ พอเข้าสู่ช่วงปีที่ 4 การทำโปรเจคกับสัมมนาทำให้ผมได้ เรียนรู้กับการศึกษาแบบลงลึกในรายละเอียด และความพยายามในการสื่อสารเรื่องเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้เข้าใจ และไปด้วยกันกับเราได้ตลอด ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นล้ำค่าที่สุดที่ผมได้รับจากภาควิชาเคมี จากทีมอาจารย์ที่มี คุณภาพ ตลอดจนจากกระบวนการและขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพสูง
   หากถามว่าได้อะไรจากภาควิชาเคมีแห่งนี้ คำตอบคงหนีไม่พ้นว่าได้เป็น “นักเคมี” และได้เรียกตัวเอง ได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเป็น “นักวิทยาศาสตร์” แม้ว่าวันนี้อาจจะไม่ได้ทำงานอันเกี่ยวข้องกับเครื่องมือ วิทยาศาสตร์แล้ว หากแต่วิทยาศาสตร์อยู่รอบตัวเรา ณ วันนี้ที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นการดูแลสถานีน้ำมันเชลล์ สืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อเป็นรุ่นที่ 2 ก็ยังสามารถนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอธิบาย ผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าหรือแม้กระทั่งใช้ทักษะการวัดและการประมาณในการทำสต็อคคงเหลือของงานทั้ง สถานี และช่วยอัพเกรดงานเดิมๆ ของคุณพ่อให้กลายเป็นงานใหม่ๆ ของเราได้อย่างลงตัวโดยใช้เวลาน้อยลง แต่ได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้นรวมถึงการที่เริ่มสอนพิเศษตั้งแต่ปี 2 ด้วยความที่อยากเก็บเงินไว้ซื้อของเล่นก็ได้ ความรู้ รวมถึงทักษะและการทำงานจริงๆ มาจากที่ภาควิชาเคมีและทีมอาจารย์จากที่นี่ได้อบรมสั่งสอนมา จึงทำให้สามารถไต่เต้าเป็นไปเป็นติวเตอร์วิชาเคมีระดับ ม.ปลาย ที่มีผลงานอันเป็นที่ยอมรับจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ และรายการสอนศาสตร์จากช่องทรูปลูกปัญญา เป็นต้น
   สุดท้ายนี้ ผมอยากจะกราบขอบพระคุณอาจารย์ภาควิชาเคมีทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอนผมด้วยความ เข้มงวดและตรงไปตรงมาอย่างเสมอมา หากไม่มีทุกๆ ท่านรวมถึงภาควิชาเคมีอันทรงเกียรติแห่งนี้ วันนี้คงไม่มี ติวเตอร์ที่ชื่อ กฤตน์ ชื่นเป็นนิจ และงานของผมวันนี้คงยากกว่าที่ควรจะเป็นในวันนี้มากๆ ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านจากใจ




ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน
(เคมี จุฬาฯ รุ่นที่ 41)
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด



ท่านมีความเห็นว่าภาควิชาและหลักสูตรเคมีของจุฬาฯ มีส่วนส่งเสริมให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในอาชีพหรือไม่ อย่างไร

   การเรียนในภาควิชาเคมีจะช่วยให้เรารู้พื้นฐานของสลารทั้งที่เป็นอินทรีย์และอนินทรีย์ ทำให้เราเข้าใจสินค้าหรือสารประกอบรอบตัวเราได้ดี วิชาเคมีจะเกี่ยวข้องกับสินค้าหลากหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าด้านอุตสาหกรรม ในชีวิตจริง มนุษย์ทุกคนต้องสัมผัสกับวิชาเคมีของสินค้าต่างๆ ในชีวิตตั้งแต่เราตื่นนอน จนเข้านอนทีเดียว เช่น เราต้องดื่มน้ำ เราต้องแปรงฟัน สระผม เราต้องใส่เสื้อผ้า เราต้องกินอาหารสำเร็จรูปหลายอย่าง เครื่องดื่มสารพัดชนิด แป้งและเครื่องสำอางค์ น้ำหอม จะเห็นได้ว่าไม่มีเวลาไหนในชีวิตที่เราไม่สัมผัสหรือไม่ได้ใช้วิชาเคมีในชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว การเรียนวิชาเคมีทำให้เราเป็นคนมีเหตุผล ต้องมีการพิสูจน์ก่อนที่จะเชื่อหรือรับรู้ มั่วไม่ได้ เพราะบางอย่างก็มีปฎิกริยาที่อาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้นคนที่มีพื้นฐานเคมีมาก่อนมักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยทำงานผิดพลาด นอกจากนั้นการเรียนวิชาเคมี ต้องมีความละเอียดถี่ถ้วน เพราะปฎิกริยาของสารเคมีจะเปลี่ยนไปทันทีแค่เวลาหรือปริมาณที่ใช้มากหรือน้อยไปเพียงเล็กน้อย ผลที่ได้จะแตกต่างกันทันที นักเคมีมักจะยึดความจริงที่ต้องมีข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาสนับสนุน ก่อนจะทำการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ซึ่งมีส่วนให้ทุกอย่างที่ทำมักจะทำได้ถูกต้องมากกว่า สรุปแล้ว การเรียนเคมีจะเป็นพื้นฐานต่อยอดให้ไปทำอาชีพต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง คนที่มีพื้นฐานเคมีมักเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน มีตรรกะชีวิตที่ดี มักจะตัดสินใจบนข้อมูลและหลักฐานเสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานอะไร มักจะประสพความสำเร็จได้ดี เพราะใช้พื้นฐานความคิดที่ยืนอยู่บนเหตุผลและความถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงของภาควิชาเคมีที่ท่านเห็นนับจากสมัยที่ท่านเป็นนิสิตจนถึงปัจจุบัน และทิศทางที่ท่านเห็นว่าภาควิชาเคมีควรจะพัฒนาต่อไปในอนาคต

   ควรจะเน้นการสอนแบบประยุกต์วิชาการกับสภาพของโลกที่เปลี่ยนไปให้มากขึ้น สมัยก่อนคนที่จบเคมีมักจะเป็นอาจารย์เสียส่วนใหญ่ ปัจจุบันนักศึกษาที่จบจากภาคเคมี ได้ออกไปทำอาชีพสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำโรงงาน เป็นผู้จัดการโรงงาน เป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้บริหารทั่วไป เป็นนักการตลาด และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์มากขึ้นคือ การสอนทั้งในแง่ทฤษฎีและแง่การประยุกต์ โดยเน้นการประยุกต์และภาคปฎิบัติเป็นสัดส่วนมากขึ้น พยายามเน้นการประยุกต์วิชาเคมีเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด เน้นการสอนให้นักศึกษาใช้วิธีการคิดออกนอกกรอบมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เมื่อจบและเข้าไปทำงานในชีวิตจริง นอกจากนี้ควรมีวิชาที่สอนเกี่ยวกับการบริหาร เพราะบางคนต้องก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหาร สอนการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะนักเคมีมักชอบใช้ชีวิตอิสระที่แยกออกจากคนอื่น ซึ่งจะทำให้เข้ากับสังคมได้ยาก ปัจจุบันการทำงานที่จะประสบความสำเร็จต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ ดังนั้นนักศึกษาที่จบจากเคมีจุฬา ควรมีทั้งสองสิ่งเพื่อให้เกิดความแตกต่างจากสถาบันอื่นๆ และมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นกว่านักเคมีจากสถาบันอื่น



ชมรมนิสิตเก่าเคมี จุฬาฯ
   เนื่องจากมีนิสิตเก่าของภาควิชาอีกเป็นจำนวนมาก หากท่านมีข้อเสนอให้มีการนำเสนอเรื่องราวและความคิดเห็นของนิสิตเก่าท่านใด โปรดแนะนำได้ ที่นี่

ติดต่อเรา

ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารมหามกุฎ ชั้น 11 กรุงเทพฯ 10330 ประเทศไทย
โทรศัพท์: (+66)-2218- 7596 ถึง 7 โทรสาร: (+66)-2218-7598
อีเมล: chemistry@chula.ac.th